อนุบาล 1,2

ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย

                 การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็ก ตั้งแต่แรกเกิดถึง ๕ ปี* บนพื้นฐาน  การอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ที่สนองต่อธรรมชาติ และพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ตาม ศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคม-วัฒนธรรม ที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเองและสังคม

 หลักการ

                เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการ ตลอดจน การเรียนรู้อย่างเหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้เลี้ยงดู  หรือบุคลากรที่มีความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาเด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการทุกด้าน อย่างสมดุลย์ และเต็มตามศักยภาพ โดยกำหนดหลักการ ดังนี้

                . ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกประเภท

                .  ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และวิถีชีวิตของเด็กตามบริบทของชุมชน สังคม และวัฒนธรรมไทย

                . พัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นและกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย

                . จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข

                .  ประสานความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษาในการพัฒนาเด็ก

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี

                 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี จัดขึ้นสำหรับพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก เพื่อใช้เป็นแนวทางในการอบรมเลี้ยงดูและจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสมกับเด็กเป็นรายบุคคล

 จุดหมาย

                การพัฒนาเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี มุ่งส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย ความสามารถ ความสนใจ และความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อให้เด็กมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ดังนี้

                .  ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขภาพดี

                .  ใช้อวัยวะของร่างกายได้คล่องแคล่วประสานสัมพันธ์กัน

                .    มีความสุขและแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับวัย

                .   รับรู้และสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว

                .   ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย

                .   สื่อความหมายและใช้ภาษาได้เหมาะสมกับวัย

                . สนใจเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว

คุณลักษณะตามวัย

                ช่วง ๓ ปีแรกของชีวิตวัยเด็กเป็นช่วงระยะที่สำคัญที่สุด เนื่องจากสมองของเด็ก มีการเจริญเติบโต และพัฒนาอย่างรวดเร็ว พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูจึงควรตระหนักถึงความสำคัญของพัฒนาการหรือการเปลี่ยน แปลงต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยที่พัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงอายุอาจเร็วหรือช้ากว่าเกณฑ์ที่กำหนดตาม วุฒิภาวะหรือความพร้อมของเด็กและมีการพัฒนาเป็นลำดับขั้นอย่างต่อเนื่องตาม วัย สังเกตพบว่าเด็กไม่มีความก้าวหน้าอย่างชัดเจนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู จำเป็นต้องพาเด็กไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ทันที คุณลักษณะตามวัยที่สำคัญของเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี มีดังนี้

เด็กแรกเกิด - ๒ เดือน

พัฒนาการด้านร่างกาย

                l                ผงกหัวหันซ้ายขวาในท่าคว่ำได้

                l                พลิกตัวตะแคงข้างได้เมื่อนอนหงาย

                l                จ้องมองได้ มองเห็นในระยะห่าง ๘ - ๑๒ นิ้ว

                l                จับถือของได้นาน ๒ - ๓ นาที

พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ

                l                ตกใจง่ายเมื่อได้ยินเสียงดัง

                l                ทำเสียงในคอเบาๆ เมื่อรู้สึกพอใจ

พัฒนาการด้านสังคม

                l                สบตา จ้องหน้าแม่

                l                ยิ้มได้

                l                หยุดร้องไห้เมื่อมีคนอุ้ม

                l                ชอบให้มีคนเล่นด้วย

พัฒนาการด้านสติปัญญา

                l                หยุดฟังหันหาเสียง

                l                ทำเสียงอ้อแอ้

                l                ใช้เสียงร้องที่ต่างกันเมื่อหิวหรือเจ็บ

                l                สนใจมองใบหน้าคนมากกว่าสิ่งของ

เด็กอายุ ๒ - ๔ เดือน

พัฒนาการด้านร่างกาย

                l                ชันคอในท่าคว่ำได้

                l                เหยียดขายันพื้นได้เมื่อจับยืน

                l                เริ่มคว้าจับสิ่งของ

                l                มองตามสิ่งที่เคลื่อนไหวซ้าย/ขวา บน/ล่าง ได้

พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ

                l                ยิ้มง่าย หัวเราะเสียงดังเมื่อพอใจ

                l                แสดงอารมณ์ ความรู้สึกทางสีหน้า

พัฒนาการด้านสังคม

                l                ร้องไห้เพื่อบอกความต้องการ เงียบเสียงเมื่อเห็นหน้าคน

                l                ส่งเสียงโต้ตอบเสียงพูดและรอยยิ้มของแม่

                l                สนใจมองและยิ้มให้กับตนเองในกระจก

พัฒนาการด้านสติปัญญา

                l                จำหน้าแม่และคนในครอบครัวได้

                l                ส่งเสียงอ้อแอ้ พยายามทำเสียงต่างๆ ในคอ

                l                หยุดฟังเสียง หันตามเสียงเคาะ

                l                สนใจจ้องมองสิ่งที่เคลื่อนไหวหรือมีเสียง

 เด็กอายุ ๔ - ๖ เดือน

พัฒนาการด้านร่างกาย

                l                นอนคว่ำ ยกศีรษะ ยันหน้าอกได้สูง

                l                นั่งได้โดยพ่อแม่ต้องประคอง

                l                คืบ พลิกคว่ำพลิกหงาย

                l                มองตามสิ่งที่ผ่านไปเร็วได้

                l                ไขว่คว้า ใช้มือคว้าหยิบของได้มากขึ้น

พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ

                l                ส่งเสียงแสดงอารมณ์ต่างๆ

                l                รู้จักแสดงปฏิกิริยาต่อต้านเมื่อไม่พอใจ

พัฒนาการด้านสังคม

                l                หันหาเสียงเรียกชื่อ

                l                ยิ้มให้คนอื่น

พัฒนาการด้านสติปัญญา

                l                จำหน้าแม่และคนคุ้นเคยได้

                l                ส่งเสียงตามเมื่อได้ยินเสียงพูดหรือมีใครมาพูดด้วย

                l                เข้าใจคำเรียกชื่อคนหรือสิ่งของง่ายๆ

                l                ชอบมองสำรวจสิ่งของ สนใจรายละเอียดต่างๆ

 เด็กอายุ ๖ - ๘ เดือน

พัฒนาการด้านร่างกาย

                l                หันหน้าและเอี้ยวตัวไปมาได้ดี

                l                นั่งทรงตัวได้เอง

                l                ลุกขึ้นนั่งเองได้

                l                ยกตัวในท่าคลาน

                l                คลานได้

                l                เอื้อมมือหยิบของด้วยมือข้างเดียว

                l                เปลี่ยนมือถือของได้

พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ

                l                ผูกพันกับพ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดูใกล้ชิด

                l                เริ่มกลัวคนแปลกหน้า

                l                แสดงอารมณ์เปิดเผยตามความรู้สึก

                l                รู้จักแสดงท่าทางดีใจ หัวเราะ อาย

พัฒนาการด้านสังคม

                l                เลียนแบบกิริยาท่าทางของคน

                l                แสดงออกถึงการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น

พัฒนาการด้านสติปัญญา

                l                พยายามเลียนแบบเสียงต่างๆ ที่ได้ยิน

                l                พูดคุยคนเดียว

                l                ทำเสียงซ้ำๆ เช่น มามา หม่ำหม่ำ

                l                ชอบสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัวโดยเอาเข้าปาก

                l                สนใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของสิ่งของ

 เด็กอายุ ๘ - ๑๒ เดือน

พัฒนาการด้านร่างกาย

                l                คลานได้คล่อง คลานขึ้นบันไดได้

                l                นั่งตัวตรงได้

                l                เกาะยืนได้ช่วงสั้นๆ

                l                เกาะเดินได้

                l                ยืนได้ชั่วครู่ และนั่งลงจากท่ายืนได้

                l                หยิบของใส่ถ้วยและหยิบออกได้

                l                หยิบของชิ้นเล็กด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ได้

                l                ตบมือ โบกมือได้

                l                ใช้มือทั้งสองข้างทำงานคนละอย่างได้

                l                มองตามของตก

พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ

                l                เริ่มรู้จักทำตามใจตนเอง

                l                ผูกพันกับผู้เลี้ยงดูใกล้ชิด

พัฒนาการด้านสังคม

                l                ติดแม่ กลัวการแยกจาก

                l                เข้าใจท่าทางและสีหน้าคนอื่น

                l                กลัวคนแปลกหน้าและสถานที่ใหม่ๆ

                l                เลียนแบบสีหน้า ท่าทางและเสียง

                l                ชี้บอกความต้องการได้

                l                ให้ความร่วมมือเมื่อแต่งตัว

                l                แยกตัวเองและเงาในกระจกได้

พัฒนาการด้านสติปัญญา

                l                รู้จักเชื่อมโยงคำพูดกับการกระทำ เช่น ไม่Ž จะสั่นหัว บ๊าย บายŽ จะโบกมือ

                l                ชอบฟังคำซ้ำๆ เสียงสูงๆ ต่ำๆ

                l                รู้ว่าคำต่างๆ เป็นสัญลักษณ์ของวัตถุนั้นๆ เช่น ถ้าพูดว่านกจะชี้ไปที่ท้องฟ้า

                l                เริ่มพูดเป็นคำๆ ได้บ้าง เช่น พ่อ แม่

                l                เรียนรู้คำใหม่เพิ่มขึ้น

                l                ค้นหาของที่ปิดซ่อนจากสายตาได้

เด็กอายุ ๑๒ - ๑๘ เดือน

พัฒนาการด้านร่างกาย

                l                ลุกขึ้นยืนเองได้

                l                เดินได้เอง

                l                ขึ้นบันไดโดยมีคนจูง

                l                เริ่มวิ่งได้

                l                เล่นกลิ้งลูกบอลเบาๆ ได้

                l                ถอดเสื้อผ้าง่ายๆ เองได้ เช่น กางเกงเอวรูด ถุงเท้า

                l                ก้มลงหยิบของที่พื้นได้โดยไม่หกล้ม

พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ

                l                พยายามทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ขัดใจจะโกรธ

                l                แสดงท่าทางพอใจเมื่อได้ยินเสียงเพลง เช่น โยกตัวไปตามจังหวะเพลง

                l                อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ชอบขว้างของเวลาโกรธ

พัฒนาการด้านสังคม

                l                เข้าใจท่าทางและสีหน้าคนอื่น

                l                สนใจการกระทำของผู้ใหญ่

                l                เริ่มช่วยเหลือตนเองได้

                l                ชอบเล่นคนเดียว แต่มีผู้ใหญ่ในสายตา

                l                หวงของ

พัฒนาการด้านสติปัญญา

                l                รู้จักชื่อตนเอง

                l                แสดงความคิดและจินตนาการ

                l                เริ่มเปล่งเสียงหรือกล่าวคำพูดเกี่ยวกับการกระทำที่ทำอยู่

                l                เข้าใจคำพูดง่ายๆ ได้

                l                พูดเป็นคำๆ ได้มากขึ้น

                l                ทักทายโดยการใช้เสียงพร้อมท่าทางอย่างเหมาะสม

                l                สนใจสำรวจสิ่งรอบตัว

                l                ลองผิดลองถูกเพื่อแก้ปัญหา

                l                ขีดเขียนเส้นยุ่งๆ ได้

 

เด็กอายุ ๑๘ - ๒๔ เดือน

พัฒนาการด้านร่างกาย

                l                เดินไปข้างหน้าหรือด้านข้าง

                l                เดินถอยหลัง

                l                กระโดดสองขาอยู่กับที่ได้

                l                เดินขึ้นบันได โดยจับราว

                l                ดึงหรือผลักสิ่งของขณะเดิน

                l                ใช้ข้อมือได้มากขึ้น เช่น หมุนมือ หมุนสิ่งของ ฯลฯ

พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ

                l                กลัวความมืด กลัวเสียงดัง กลัวการถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว

                l                ใช้คำพูดแสดงอารมณ์ เช่น ไม่เอา ออกไป

                l                ต้องการความเป็นตัวของตัวเอง ต่อต้านคำสั่ง

พัฒนาการด้านสังคม

                l                ใช้ช้อนตักอาหารเองได้ แต่หกเลอะเทอะบ้าง

                l                ดื่มน้ำจากแก้วได้เอง

                l                ชอบมีส่วนร่วมในงานบ้าน

                l                บอกสิ่งที่ต้องการด้วยคำพูดง่ายๆ ได้

                l                รู้จักการขอ

พัฒนาการด้านสติปัญญา

                l                พูดคำต่อกัน เช่น ไปเที่ยว กินข้าว ฯลฯ

                l                เลียนแบบคำพูดที่ผู้ใหญ่พูด

                l                ชอบฟังนิทานเรื่องสั้นๆ

                l                พยายามทำตามคำสั่ง

                l                มีความเข้าใจเรื่องเวลาจำกัดมาก รู้แต่เพียงเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวก่อน

                l                เรียกหรือชี้ส่วนต่างๆ ของร่างกายได้

                l                เริ่มจำชื่อวัตถุสิ่งของที่พบเห็นบ่อยๆ ได้

                l                ขีดเขียนเส้นต่างๆ แต่ยังไม่ชัดเจน

                l                วางของซ้อนกันได้ ๓ ชั้น

 เด็กอายุ ๒๔ - ๓๖ เดือน

พัฒนาการด้านร่างกาย

                l                วิ่งคล่องขึ้นแต่ไม่สามารถหยุดได้ทันที

                l                เดินถอยหลังได้

                l                เดินขึ้นลงบันไดได้เองโดยวางเท้าทั้ง ๒ ข้างบนบันไดขั้นเดียว

                l                สลับเท้าขึ้นบันไดได้เมื่ออายุย่าง ๓ ปี

                l                หยิบของชิ้นเล็กๆ ได้ แต่หลุดมือง่าย

                l                จับดินสอแท่งใหญ่ๆ ได้ด้วยนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือ

พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ

                l                แสดงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ด้วยคำพูด

                l                มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง เมื่อได้รับการยอมรับหรือชมเชย

                l                มีความเป็นตัวของตัวเอง

พัฒนาการด้านสังคม

                l                เล่นรวมกับคนอื่น แต่ต่างคนต่างเล่น

                l                เริ่มรู้จักเล่นเป็นกลุ่มกับเด็กอื่น

                l                พยายามช่วยตัวเองในเรื่องการแต่งตัว

                l                รู้จักขอและเริ่มรู้จักให้

                l                เริ่มรู้จักรอคอย

พัฒนาการด้านสติปัญญา

                l                มีช่วงความสนใจกับของบางอย่างได้นาน ๓-๕ นาที

                l                ชอบดูหนังสือภาพ

                l                ชอบฟังบทกลอน นิทาน คำคล้องจอง

                l                สนใจค้นคว้า สำรวจสิ่งต่างๆ

                l                เริ่มประโยคคำถาม อะไรŽ

                l                สนใจอยากรู้อยากเห็นสิ่งรอบตัว

                l                ขีดเขียนเส้นตรงเป็นแนวดิ่งได้

                l                วางของซ้อนกันได้ ๔ - ๖ ชั้น

 สาระการเรียนรู้

                เด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปีสามารถรับรู้และเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวได้ตั้งแต่เกิด พ่อแม่หรือ   ผู้เลี้ยงดูถือเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในการช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กได้พัฒนาศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ โดยวางรากฐานการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับ                  บุคคลต่างๆ ที่อยู่ใกล้ตัวและกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวในชีวิตประจำวัน ซึ่งเด็กจะรับรู้และเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง ๕ และการเคลื่อนไหว  จากเรื่องที่ง่ายไปสู่เรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้น ตามความสามารถของวัย การอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กให้เหมาะสมกับความต้องการ   ความสนใจ พัฒนาการ และความสามารถของเด็กจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงประสบการณ์สำคัญ และสาระที่เด็กในวัยนี้ควรเรียนรู้ ตลอดจนส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม เพื่อเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงความคิดในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

                สาระการเรียนรู้กำหนดเป็น ๒ ส่วน ดังนี้

                .                ประสบการณ์สำคัญ

                ประสบการณ์สำคัญเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในตัวเด็ก เพื่อพัฒนาเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยเฉพาะในระยะแรกเริ่มชีวิตหรือช่วงระยะปฐมวัยมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นรากฐานของพัฒนาการก้าวต่อไปของชีวิตบุคคลแต่ละคน ตลอดจนเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถ แรงจูงใจ ใฝ่เรียนรู้ ใฝ่ดี และความกระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองของเด็ก ที่จะส่งผลต่อเนื่องจากช่วงวัยเด็กไป สู่วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ ประสบการณ์สำคัญจะเกี่ยวข้องกับการจัดสภาพแวดล้อมทุกด้านที่กระตุ้นให้เด็ก เกิดการเรียนรู้และมีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ รอบตัว ในวิถีชีวิตของเด็กและในสังคมภายนอก อันจะสั่งสมเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ และสามารถพัฒนาต่อเนื่องไปสู่ระดับที่สูงขึ้น

                ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ   สติปัญญา ประกอบด้วยการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูในการสนับสนุนให้เด็ก ได้มีประสบการณ์ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง ๕  การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย  การสร้างความรักความผูกพันกับคนใกล้ชิด การปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและสิ่งต่างๆ รอบตัว และการรู้จักใช้ภาษาสื่อความหมาย ดังนั้น การฝึกทักษะต่างๆ ผ่านการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และการเล่นเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากการเลียนแบบ ลองผิดลองถูก สำรวจ ทดลอง และ ลงมือกระทำจริง การปฏิสัมพันธ์กับวัตถุสิ่งของ บุคคล และธรรมชาติรอบตัวเด็กตามบริบทของสภาพแวดล้อม จำเป็นต้องมีการจัดประสบการณ์สำคัญแบบองค์รวมที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง ดังต่อไปนี้

                                .   ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ (กล้ามเนื้อแขน-ขา-ลำตัว) กล้ามเนื้อเล็ก(กล้ามเนื้อมือ-นิ้วมือ) และการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและระบบประสาท     (กล้ามเนื้อมือ-ประสาทตา) ในการทำกิจวัตรประจำวันหรือทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายตามจังหวะดนตรี การเล่นเครื่องเล่นสัมผัส การเล่นออกกำลังกลางแจ้ง เป็นต้น

                                ประสบการณ์สำคัญที่ควรส่งเสริม ประกอบด้วย การเคลื่อนไหวและการทรงตัว การประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อและระบบประสาท เด็กควรมีโอกาสเรียนรู้ผ่านกิจกรรมและการเล่นในสภาพแวดล้อมใกล้ตัว ได้รับประสบการณ์การใช้กล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก และฝึกการประสานสัมพันธ์ระหว่างแขนกับขา มือกับปาก มือกับตาไปด้วยกัน

                                .   ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นการ สนับสนุนให้เด็กได้แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกที่เหมาะสมกับวัย มีความสุข ร่าเริง แจ่มใส ได้พัฒนาความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และความเชื่อมั่นในตนเอง จากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เล่น ฟังนิทาน ท่องคำคล้องจอง ร้องเพลง เป็นต้น

                                ประสบการณ์สำคัญที่ควรส่งเสริม ประกอบด้วย การรับรู้อารมณ์หรือความรู้สึกของตนเอง การแสดงอารมณ์ที่เป็นสุข การควบคุมอารมณ์และการแสดงออก พ่อแม่หรือ  ผู้เลี้ยงดูเป็นบุคคลที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้เด็กรู้สึกเป็นที่รัก อบอุ่น มั่นคง เกิดความรู้สึกปลอดภัย ไว้วางใจ ซึ่งจะส่งผลให้เด็กสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น

                                .  ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวในชีวิตประจำวัน ได้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ เช่น เล่นอย่างอิสระ เล่นรวมกลุ่มกับผู้อื่น แบ่งปันหรือให้ รู้จักรอคอย ใช้ภาษาบอกความต้องการ ช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันได้

                                ประสบการณ์สำคัญที่ควรส่งเสริม ประกอบด้วย การช่วยเหลือตนเอง การปรับตัว อยู่ในสังคม เด็กควรมีโอกาสได้เล่นรวมกลุ่มหรือทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นเด็กวัยเดียวกันหรือต่างวัย เพศเดียวกันหรือต่างเพศหรือผู้ใหญ่อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนฝึกให้ ช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันตามวัยที่เด็กสามารถทำได้

                                .  ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้และเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวในชีวิตประจำวันผ่านประสาทสัมผัสทั้ง ๕ และการเคลื่อนไหว ได้พัฒนาการใช้ภาษาสื่อความหมายและความคิด รู้จักสังเกตคุณลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสี ขนาด รูปร่าง รูปทรง ผิวสัมผัส จดจำชื่อเรียกสิ่งต่างๆ รอบตัว มีการฝึกการใช้อวัยวะรับสัมผัสต่างๆ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนังในการแยกแยะสิ่งที่รับรู้และเรียนรู้เกี่ยวกับความเหมือน ความแตกต่าง และมิติสัมพันธ์

                                ประสบการณ์สำคัญที่ควรส่งเสริม ประกอบด้วย การสังเกต การฟัง การคิด      การแก้ปัญหา และภาษา เด็กควรได้รับการชี้แนะให้รู้จักคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของ  สิ่งต่างๆรอบตัว สังเกตวัตถุหรือสิ่งของที่มีสีสันและรูปทรงที่แตกต่างกัน เด็กควรได้ฝึก  การฟังเสียงต่างๆ รอบตัว โดยเฉพาะเสียงพูดหยอกล้อโต้ตอบของพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู เพื่อกระตุ้นให้เด็กออกเสียงและเลียนเสียงจนพัฒนาเป็นคำพูดที่สื่อความหมายได้มากขึ้น เด็กควรมีโอกาสสำรวจ ค้นคว้า ทดสอบ ทดลองวัตถุสิ่งของที่เป็นของจริง สิ่งของที่เลียนแบบของจริง และสิ่งของที่ไม่มีรูปแบบชัดเจน ตลอดจนฝึกให้เด็กได้คิดวางแผน คิดตัดสินใจหรือ คิดแก้ปัญหาในเรื่องที่ง่ายๆ ด้วยตนเอง และให้เด็กได้แสดงออกถึงจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ต่างๆ ออกมาเป็นภาพวาดหรือบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ตามความสามารถของวัย

                .   สาระที่ควรเรียนรู้

                                สาระที่จะให้เด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี เรียนรู้ควรเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเด็กเป็นลำดับแรกแล้วจึงขยายไปถึงเรื่องที่อยู่ไกลตัวเด็ก ซึ่งข้อมูลที่เด็กเริ่มต้นเรียนรู้มาจากการพูดคุยโต้ตอบ ชี้ชวนให้ดู สอน หรือพูดบอก โดยพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู ให้เด็กรู้จักชื่อเรียกและคุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ใกล้ตัวเด็ก สาระที่ควรเรียนรู้มีดังนี้

                                .๑ เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กควรจะได้รู้จักชื่อของตนเอง เริ่มต้นจาก ชื่อเล่น ได้รู้จักรูปร่าง หน้าตาและชื่อเรียกส่วนต่างๆ ของร่างกาย ตลอดจนได้สำรวจ  ความสามารถของตนเองในการทำสิ่งต่างๆ ได้ เช่น คลานได้ หยิบของได้ เป็นต้น

                                . เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรจะมีโอกาสรู้จักชื่อของพ่อแม่ พี่น้องและบุคคลต่างๆ ในครอบครัว ตลอดจนมีโอกาสได้พบปะ พูดคุย ทำความรู้จักกับชื่อเรียกหรือสรรพนามแทนตัวของญาติหรือผู้เลี้ยงดู รวมทั้งมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในครอบครัว ชุมชนและสังคม-วัฒนธรรมที่อยู่ใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน เช่น เล่นกับ  พี่น้องในบ้าน ไปตลาดกับแม่ เป็นต้น

                                .ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรจะได้รู้จักชื่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตรอบตัว รวมทั้งมีการเชื่อมโยงลักษณะหรือคุณสมบัติอย่างง่ายๆของสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติที่พบเห็นในชีวิตประจำวันจากการชี้แนะหรือสำรวจ

                                .   สิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก เด็กควรจะได้รู้จักชื่อของวัตถุสิ่งของ เครื่องใช้หรือของเล่นที่อยู่รอบตัว รวมทั้งมีการเชื่อมโยงลักษณะหรือคุณสมบัติอย่างง่ายๆ ของสิ่งต่างๆที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก เช่น สี รูปร่าง รูปทรง ขนาด ผิวสัมผัส เป็นต้น

 

การจัดประสบการณ์

                                การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จาก ประสบการณ์ตรง เกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม ได้พัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งสามารถจัดในรูปของกิจกรรมบูรณาการผ่านการเล่น ดังนี้

                .  หลักการจัดประสบการณ์ ควรคำนึงถึงสิ่งสำคัญต่อไปนี้

                                .                เลี้ยงดูเด็กให้มีสุขภาพที่ดีและปลอดภัย

                                .                มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กด้วยวาจาและท่าทีที่อบอุ่นเป็นมิตร

                                .                จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ความต้องการและพัฒนาการของเด็ก

                                .                จัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ตามวัยของเด็ก

                                .                ประเมินการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

                                .                ประสานความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษาในการพัฒนาเด็ก

                .     แนวการจัดประสบการณ์

                                .                ดูแลสุขภาพอนามัยและตอบสนองความต้องการพื้นฐานทางร่างกายและจิตใจของเด็ก

                                .                สร้างบรรยากาศของความรัก ความอบอุ่น ความไว้วางใจ และความมั่นคงทางอารมณ์

                                .                จัดประสบการณ์ตรง ให้เด็กได้เลือก ลงมือกระทำและเรียนรู้จาก ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ และการเคลื่อนไหวผ่านการเล่น

                                .                เปิดโอกาสให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลที่แวดล้อมและสิ่งต่างๆ รอบตัวเด็กอย่างหลากหลาย

                                .                จัดสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องใช้และของเล่นที่สะอาด ปลอดภัย เหมาะสมกับเด็ก

                                .                ใช้การสังเกตและติดตามการเจริญเติบโตและพัฒนาการอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

                                .                ให้ครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษามีส่วนร่วมในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็ก

                .  การจัดกิจกรรมประจำวัน

                                กิจกรรมสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางรากฐานการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะพื้นฐานของเด็กทั้งทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ  สติปัญญา การจัดกิจกรรมควรจัดให้สอดคล้องกับความต้องการ ความสนใจ และ ความสามารถของเด็กตามวัย โดยบูรณาการกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการอบรมเลี้ยงดูตาม  วิถีชีวิตประจำวันและการเล่นของเด็กตามธรรมชาติที่เหมาะสมกับวัย ดังนี้

                                .   การฝึกสุขนิสัยและลักษณะนิสัยที่ดี เป็นกิจกรรมที่สร้างเสริมสุขนิสัย ที่ดีในเรื่องการรับประทานอาหาร การนอน การทำความสะอาดร่างกาย การขับถ่าย ตลอดจนปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดีในการดูแลสุขภาพอนามัยและการแสดงมารยาทที่สุภาพ นุ่มนวล  แบบไทย

                                .   การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ เป็นกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นการรับรู้ผ่าน ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ในการมองเห็น การได้ยินเสียง การลิ้มรส การได้กลิ่น และการสัมผัส    จับต้องสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างกันในด้านขนาด รูปร่าง ความยาว สี น้ำหนัก และผิวสัมผัส เช่น การเล่นมองตนเองกับกระจกเงา การเล่นของเล่นที่มีพื้นผิวแตกต่างกัน เป็นต้น

                                .   การฝึกการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือ-ตา เป็นกิจกรรมที่ฝึกความ แข็งแรงของกล้ามเนื้อมือ นิ้วมือให้พร้อมที่จะหยิบจับ ฝึกการทำงานอย่างสัมพันธ์กันระหว่างมือและตา รวมทั้งฝึกให้เด็กรู้จักคาดคะเน หรือกะระยะทางของสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเทียบกับตัวเองในลักษณะใกล้กับไกล เช่น มองโมบายส์ที่มีสีและเสียง ร้อยลูกปัด เล่นพลาสติกสร้างสรรค์ เล่นหยอดบล็อกรูปทรงลงกล่อง ตอกหมุด โยนรับลูกบอล ตักน้ำหรือทรายใส่ภาชนะ เป็นต้น

                                .  การเคลื่อนไหวและการทรงตัว เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อแขนกับขา มือกับนิ้วมือ และส่วนต่างๆ ของร่างกายในการเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย  ทุกส่วน โดยการจัดให้เด็กเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อใหญ่-เล็ก ตามความสามารถของวัย เช่น คว่ำ คลาน ยืน เดิน เล่นนิ้วมือ เคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายตามเสียงดนตรี วิ่งไล่จับ ปีนป่ายเครื่องเล่นสนาม เล่นชิงช้า ม้าโยก ลากจูงของเล่นมีล้อ ขี่จักรยานสามล้อ เป็นต้น

                                .   การส่งเสริมด้านอารมณ์และจิตใจ เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการเลี้ยงดู  ในการตอบสนองความต้องการของเด็กด้านจิตใจ โดยการจัดสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอุ่นและมีความสุข เช่น อุ้ม โอบกอด ตอบสนองต่อความรู้สึกที่เด็กแสดงออก เป็นต้น

                                .  การส่งเสริมทักษะทางสังคม เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์กับพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู และบุคคลใกล้ชิด โดยการพูดคุยหยอกล้อหรือเล่นกับเด็กหรือ พาเด็กไปเดินเล่นนอกบ้าน พบปะเด็กอื่นหรือผู้ใหญ่ เช่น เล่นจ๊ะเอ๋ พาไปบ้านญาติ เป็นต้น

                                .  การส่งเสริมทักษะทางภาษา เป็นกิจกรรมที่ฝึกให้เด็กได้เปล่งเสียงลียนเสียงพูดของผู้คน เสียงสัตว์ต่างๆ รู้จักชื่อเรียกของตนเอง ชื่อพ่อแม่หรือผู้คนใกล้ชิดและ ชื่อสิ่งต่างๆ รอบตัว ตลอดจนรู้จักสื่อความหมายด้วยคำพูดและท่าทาง เช่น ชี้ชวนและสอนให้รู้จักชื่อเรียกสิ่งต่างๆ จากของจริง เล่านิทานหรือร้องเพลงง่ายๆ ให้ฟัง เป็นต้น

                                .    การส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่ฝึกให้เด็กได้แสดงออกทางความคิดตามจินตนาการของตนเอง เช่น ขีดเขียนวาดรูป เล่นสมมติ  ทำกิจกรรมศิลปะ เล่นของเล่นสร้างสรรค์ เป็นต้น

 การประเมินพัฒนาการ

                การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี ควรประเมินทุกช่วงอายุ เพราะเด็กเล็กมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและสมองอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในช่วงขวบปีแรกและมีความเสี่ยงต่อสภาพความผิดปกติต่างๆ จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังและติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก ควรสังเกตพัฒนาการเด็กจากคุณลักษณะตามวัย โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็กแต่ละคน หากพบความผิดปกติ ต้องรีบพาไปพบแพทย์หรือผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก เพื่อหาทางแก้ไขหรือบำบัด ฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด โดยมีหลักในการประเมินพัฒนาการ ดังนี้

                .                ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน

                .                ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง

                .                ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลาย ครอบคลุมการสังเกตพฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่างๆ และกิจวัตรประจำวันหรือสัมภาษณ์ผู้ใกล้ชิดกับเด็ก

                .                บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็กของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข หรือของหน่วยงานอื่น

                .                นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาจัดกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้และมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย

 การใช้หลักสูตร

                สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก จะนำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามเจตนารมณ์ของหลักสูตร ที่มุ่งเน้นการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมการเรียนรู้ ควรดำเนินการดังนี้

 . การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

                เด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ๓ ปีควรได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่หรือบุคคลในครอบครัว แต่เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ประกอบกับครอบครัวส่วนใหญ่มักจะเป็นครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่ต้องนำเด็ก ไปรับการเลี้ยงดูในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยซึ่งเปรียบเสมือนบ้านที่สองของเด็ก ดังนั้น  ผู้บริหารสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และผู้เกี่ยวข้องในการเลี้ยงดูเด็ก ควรดำเนินการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามปรัชญาและหลักการของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยที่มุ่งเน้นการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน รวมทั้งการประสานความ  ร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน และท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก ดังนั้นสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรจัดให้มีการดำเนินการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ดังนี้

                .  การเตรียมการใช้หลักสูตร

                                ..   ศึกษารวบรวมข้อมูลด้านต่างๆ เช่น วิธีการอบรมเลี้ยงดูและความต้องการของพ่อแม่ ผู้ปกครอง วัฒนธรรมและความเชื่อของท้องถิ่น ความพร้อมของ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย รวมทั้งหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ฯลฯ นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดเป้าหมายการจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละช่วงอายุ

                                ..   จัดหาผู้เลี้ยงดูเด็กหรือผู้สอนที่มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ ตลอดจนมีเจตคติที่ดีต่อการพัฒนาเด็ก และจัดให้มีเอกสารหลักสูตรและคู่มือต่างๆ อย่างเพียงพอที่จะใช้เป็นแนวทางดำเนินงาน ตลอดจนพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และมีความเข้าใจในเป้าหมายของการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างชัดเจน

                .การดำเนินการใช้หลักสูตร

                                การนำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุตามปรัชญา หลักการ และจุดหมาย มีแนวทางดำเนินงาน ดังนี้

                                ..  การจัดทำสาระของหลักสูตร ควรดำเนินการดังต่อไปนี้

                                                l ศึกษา จุดหมายหรือคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามที่หลักสูตรระบุถึงความสามารถหรือ พฤติกรรมการเรียนรู้ที่ต้องเกิดขึ้นหลังจากเด็กได้รับประสบการณ์ที่ เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ

                                                l กำหนดสาระที่ควรเรียนรู้ในแต่ละช่วงอายุอย่างกว้างๆ ให้ครอบคลุมพัฒนาการทั้ง ๔ ด้าน  โดยผ่านประสบการณ์สำคัญและมีลำดับขั้นตอนของ การเรียนรู้จากง่ายไปหายาก หรือจากสิ่งใกล้ตัวไปไกลตัว

                                                l  จัดทำแผนการจัดประสบการณ์พร้อมสื่อการเรียนรู้ โดยคำนึงถึงความยากง่ายต่อการรับรู้และเรียนรู้ตามความสามารถของเด็กแต่ละวัยและความแตกต่างทางสังคม-วัฒนธรรมโดยอาจประยุกต์ใช้สื่อที่ทำขึ้นเองได้

                                ..                การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กต้องมุ่งเน้นการจัดประสบการณ์ที่ยึดเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม การจัดกิจกรรมต่างๆ ตามกิจวัตรประจำวันและการบูรณาการผ่านการเล่น

                                ..                การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องจัดบรรยากาศที่อบอุ่นคล้ายบ้านหรือครอบครัว ตลอดจนดูแลความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก รวมทั้งจัดให้มีสื่อและอุปกรณ์ต่างๆ ที่หลากหลายเหมาะสมกับเด็ก เพื่อสนับสนุนให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพและเรียนรู้อย่างมีความสุข

. การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู

                พ่อแม่ทุกคนมีวิธีการและความเชื่อในการอบรมเลี้ยงดูลูกแตกต่างกันไปตามแนวความคิดและสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นที่ตนเองอยู่อาศัย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ฉบับนี้จะเป็นแนวทางให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ใช้ในการจัดกิจกรรมหรือประสบการณ์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็กให้เจริญเติบโตและพัฒนาเหมาะสมกับวัย ซึ่งมีข้อแนะนำในการใช้ ดังนี้

                . ศึกษาปรัชญา หลักการ และจุดหมายของหลักสูตร เพื่อทำความเข้าใจกับแนวทางการพัฒนาเด็กอย่างมีคุณภาพโดยยึดเด็กเป็นสำคัญ

                . ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์เพื่อใช้เป็นแนวทางการพัฒนาคุณภาพ การอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กปฐมวัยให้สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยและการเรียนรู้อย่างมีความสุข

                .  อบรมเลี้ยงดูและจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่างเหมาะสมกับวัย โดยดูจากสาระการเรียนรู้และการจัดประสบการณ์

                . ติดตามประเมินพัฒนาการทุกด้านของเด็ก โดยการสังเกตและบันทึก การเจริญเติบโตและพัฒนาการตามช่วงอายุที่กำหนด รวมถึงการเฝ้าระวังปัญหาพัฒนาการที่ล่าช้าหรือความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก ถ้าพบว่าเด็กมีพัฒนาการช้ากว่าปกติ ควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อช่วยเหลือเด็กต่อไป           

                .   ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการ เร็ว ช้าต่างกัน พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูไม่ควรเปรียบเทียบกับเด็กอื่น หรือเลือกปฏิบัติต่อเด็กเฉพาะคน แต่ควรจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านที่บกพร่องหรือด้านที่เด็กขาดโอกาสใน             การเรียนรู้

การจัดการศึกษาปฐมวัย (เด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี) สำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

                การจัดการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กพิการ เด็กด้อยโอกาส เด็กที่มีความสามารถพิเศษ สามารถปรับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ให้เหมาะสมกับศักยภาพของเด็กแต่ละประเภท โดยเฉพาะเด็กเล็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี มีความเสี่ยงต่อสภาพความผิดปกติ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากพบความผิดปกติต้องช่วยเหลือบำบัด ฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด

 การเชื่อมต่อของการศึกษาปฐมวัย (เด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี) กับ การเรียนรู้ในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

                ก่อนที่เด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปีจะเข้าสู่สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ควรมีการเตรียมตัวพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กในการสร้างรอยต่อ การเรียนรู้ของเด็กที่ได้ประสบการณ์จากบ้านสู่สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เพราะเด็กจะต้อง ปรับตัวในการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคล สถานที่ และสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างไปจากบ้าน การเชื่อมต่อซึ่งจะมีผลให้เด็กได้รับการอบรมเลี้ยงดูและการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ครอบครัวและสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ควรปฏิบัติดังนี้

                .รอบครัว

                                .   รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก เป็นสิ่งสำคัญมากในการส่งต่อการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กได้แก่

                                       ๑.๑.๑   ข้อมูลด้านการเจริญเติบโตทางร่างกาย ได้แก่ ขนาด ความยาวเส้นรอบศีรษะ น้ำหนัก ส่วนสูงควรอยู่ในเกณฑ์ปกติ หากพบว่ามีความผิดปกติ เช่น น้ำหนักน้อยอยู่ในเกณฑ์อันตราย ต้องรีบแก้ปัญหาโดยปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

                                       ..  ข้อมูลด้านพัฒนาการของเด็ก ได้แก่ ความสามารถด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา

                                       ..  ข้อมูลด้านสุขภาพและประวัติการเจ็บป่วย ได้แก่ ภาวะโภชนาการ ประวัติการได้รับภูมิคุ้มกันโรค บันทึกการเจ็บป่วยในแต่ละช่วงวัย

                                .  บทบาทพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก  มีดังนี้

                                     ..  ต้องมีความพร้อมในการให้ข้อมูลพื้นฐานของเด็ก โดยให้  รายละเอียดตามผลการบันทึกในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็กของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขหรือของหน่วยงานอื่น

                                    ..   เป็นแบบอย่างที่ดีของเด็กในการใช้ชีวิตครอบครัวอย่างอบอุ่นมั่นคง มีการสื่อสารทางบวกระหว่างสมาชิกในครอบครัว มีการปฏิบัติต่อกันด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีการใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาต่างๆ และมีคุณธรรมและจริยธรรมในการดำเนินชีวิต

                                    .. ต้องพิจารณาเลือกสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามมาตรฐานการเลี้ยงดูเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี

                                    ..  ตระหนักถึงความสำคัญที่จะร่วมมือกับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กตามวัย

                                    .. ให้ความร่วมมือ ปฏิบัติตามคำแนะนำของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เลี้ยงดูเด็กด้วยการให้ความรัก ความอบอุ่น ความเอื้ออาทร ความปลอดภัย และ    ส่งเสริมให้เด็กมีอิสระในการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ตลอดจนส่งเสริมให้เด็กมีจินตนาการและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

                                    ..   ประสานความร่วมมือระหว่างบ้านและสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในการพัฒนาเด็กไปในทิศทางเดียวกัน

                                   ..   สร้างความคุ้นเคยระหว่างเด็กกับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ก่อนที่จะให้เด็กเข้ารับการอบรมเลี้ยงดูในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

                .  สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

                                .    บุคลากรในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

                                   ..   บุคลากรทุกคนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องตระหนักถึงการสร้างบรรยากาศของความรัก ความอบอุ่น มีความเป็นมิตร มีความเมตตาต่อเด็กและ ช่วยส่งเสริมให้เด็กเกิดความไว้วางใจผู้อื่น อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการปรับตัวเข้ากับ  สภาพแวดล้อมใหม่

                                   .. บุคลากรทุกคนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ควรเป็นแบบอย่าง    ที่ดีให้กับเด็ก เช่น มีความเมตตา มีการใช้ภาษาที่สร้างสรรค์ มีกิริยามารยาทสุภาพ ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ฯลฯ

                                .  การจัดกิจกรรม

                                  ..   จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กเกิดความคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ทั้งในด้านบุคคล ได้แก่ ครู เด็ก และบุคลากรอื่น ด้านสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ  รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ให้โอกาสเด็กได้ทำกิจกรรมด้วยตนเอง จัดเตรียมของเล่นและ   สื่อเพื่อการเล่น ให้เด็กได้สำรวจ ค้นคว้า ทดลองสิ่งใหม่ๆ ตามลำพังและเป็นกลุ่มในสถานที่ปลอดภัย แต่ไม่ควรละทิ้งให้เด็กอยู่ตามลำพัง

                                  ..   ให้คำชมเมื่อเด็กทำถูกต้อง แต่ไม่ลงโทษหรือดุว่าอย่างรุนแรงเมื่อทำไม่ถูกและควรอธิบายให้เด็กเข้าใจ

                                  ..    จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน และส่งเสริมให้เด็กรู้จักช่วยเหลือตนเองตามโอกาส

                                  ..   จัดกิจกรรมที่สร้างสัมพันธภาพระหว่างบ้านกับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างสม่ำเสมอจนเกิดความใกล้ชิดระหว่างบ้านกับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย

สำหรับเด็กอายุ ๓ - ๕ ปี

                 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ ๓ - ๕ ปีเป็นการจัดการศึกษา ในลักษณะของการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษา เด็กจะได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล

 จุดหมาย

                หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ ๓ - ๕ ปี มุ่งให้เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ที่เหมาะสมกับวัย ความสามารถและความแตกต่างระหว่างบุคคล จึงกำหนดจุดหมายซึ่งถือเป็นมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ดังนี้

                .                ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย และมีสุขนิสัยที่ดี

                .                กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรง ใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์กัน

                .                มีสุขภาพจิตดี และมีความสุข

                .                มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม

                .                ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว และรักการออกกำลังกาย

                .                ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย

                .                รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย

                .                อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

                .                ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย

                ๑๐.                มีความสามารถในการคิดและการแก้ปัญหาได้เหมาะสมกับวัย

                ๑๑.                มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

                ๑๒.                มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และมีทักษะในการแสวงหาความรู้

 คุณลักษณะตามวัย

                คุณลักษณะตามวัยเป็นความสามารถตามวัยหรือพัฒนาการตามธรรมชาติเมื่อเด็กมีอายุถึงวัยนั้นๆ ผู้สอนจำเป็นต้องทำความเข้าใจคุณลักษณะตามวัยของเด็กอายุ ๓-๕ ปี เพื่อนำไปพิจารณาจัดประสบการณ์ให้เด็กแต่ละวัยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ขณะเดียวกันจะต้องสังเกตเด็กแต่ละคนซึ่งมีความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อนำข้อมูลไปช่วยในการพัฒนาเด็กให้เต็มตามความสามารถและศักยภาพ พัฒนาการเด็กในแต่ละช่วงอายุอาจเร็วหรือช้ากว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้และการพัฒนาจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ถ้าสังเกตพบว่าเด็กไม่มีความก้าวหน้าอย่างชัดเจนต้องพาเด็กไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขได้ทันท่วงที คุณลักษณะตามวัยที่สำคัญของเด็กอายุ ๓ - ๕ ปี มีดังนี้

 เด็กอายุ ๓ ปี

พัฒนาการด้านร่างกาย

                l                กระโดดขึ้นลงอยู่กับที่ได้

                l                รับลูกบอลด้วยมือและลำตัว

                l                เดินขึ้นบันไดสลับเท้าได้

                l                เขียนรูปวงกลมตามแบบได้

                l                ใช้กรรไกรมือเดียวได้

พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ

                l                แสดงอารมณ์ตามความรู้สึก

                l                ชอบที่จะทำให้ผู้ใหญ่พอใจและได้คำชม

                l                กลัวการพลัดพรากจากผู้เลี้ยงดูใกล้ชิดน้อยลง

พัฒนาการด้านสังคม

                l                รับประทานอาหารได้ด้วยตนเอง

                l                ชอบเล่นแบบคู่ขนาน (เล่นของเล่นชนิดเดียวกันแต่ต่างคนต่างเล่น)

                l                เล่นสมมติได้

                l                รู้จักรอคอย

พัฒนาการด้านสติปัญญา

                l                สำรวจสิ่งต่างๆ ที่เหมือนกันและต่างกันได้

                l                บอกชื่อของตนเองได้

                l                ขอความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา

                l                สนทนาโต้ตอบ/เล่าเรื่องด้วยประโยคสั้นๆ ได้

                l                สนใจนิทานและเรื่องราวต่างๆ

                l                ร้องเพลง ท่องคำกลอน คำคล้องจองง่ายๆ และแสดงท่าทางเลียนแบบได้

                l                รู้จักใช้คำถาม อะไรŽ

                l                สร้างผลงานตามความคิดของตนเองอย่างง่ายๆ

                l                อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว

 เด็กอายุ ๔ ปี

พัฒนาการด้านร่างกาย

                l                กระโดดขาเดียวอยู่กับที่ได้

                l                รับลูกบอลได้ด้วยมือทั้งสอง

                l                เดินขึ้น ลงบันไดสลับเท้าได้

                l                เขียนรูปสี่เหลี่ยมตามแบบได้

                l                ตัดกระดาษเป็นเส้นตรงได้

                l                กระฉับกระเฉงไม่ชอบอยู่เฉย

พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ

                l                แสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับบางสถานการณ์

                l                เริ่มรู้จักชื่นชมความสามารถ และผลงานของตนเองและผู้อื่น

                l                ชอบท้าทายผู้ใหญ่

                l                ต้องการให้มีคนฟัง คนสนใจ

พัฒนาการด้านสังคม

                l                แต่งตัวได้ด้วยตนเอง ไปห้องส้วมได้เอง

                l                เล่นร่วมกับคนอื่นได้

                l                รอคอยตามลำดับก่อน-หลัง

                l                แบ่งของให้คนอื่น

                l                เก็บของเล่นเข้าที่ได้

พัฒนาการด้านสติปัญญา

                l                จำแนกสิ่งต่างๆ ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ได้

                l                บอกชื่อและนามสกุลของตนเองได้

                l                พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองหลังจากได้รับคำชี้แนะ

                l                สนทนาโต้ตอบ / เล่าเรื่องเป็นประโยคอย่างต่อเนื่อง

                l                สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น

                l                รู้จักใช้คำถาม ทำไมŽ

เด็กอายุ ๕ ปี

พัฒนาการด้านร่างกาย

                l                กระโดดขาเดียวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องได้

                l                รับลูกบอลที่กระดอนขึ้นจากพื้นได้ด้วยมือทั้งสอง

                l                เดินขึ้น ลงบันไดสลับเท้าได้อย่างคล่องแคล่ว

                l                เขียนรูปสามเหลี่ยมตามแบบได้

                l                ตัดกระดาษตามแนวเส้นโค้งที่กำหนด

                l                ใช้กล้ามเนื้อเล็กได้ดี เช่น ติดกระดุม ผูกเชือกรองเท้า ฯลฯ

                l                ยืดตัว คล่องแคล่ว

พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ

                l                แสดงอารมณ์ได้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างเหมาะสม

                l                ชื่นชมความสามารถและผลงานของตนเองและผู้อื่น

                l                ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางน้อยลง

พัฒนาการด้านสังคม

                l                ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง

                l                เล่นหรือทำงานโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกับผู้อื่นได้

                l                พบผู้ใหญ่ รู้จักไหว้ ทำความเคารพ

                l                รู้จักขอบคุณ เมื่อรับของจากผู้ใหญ่

                l                รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย

พัฒนาการด้านสติปัญญา

                l                บอกความแตกต่างของกลิ่น สี เสียง รส รูปร่าง จำแนก และ จัดหมวดหมู่สิ่งของได้

                l                บอกชื่อ นามสกุล และอายุของตนเองได้

                l                พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง

                l                สนทนาโต้ตอบ / เล่าเป็นเรื่องราวได้

                l                สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นและแปลกใหม่

                l                รู้จักใช้คำถาม ทำไมŽ อย่างไรŽ

                l                เริ่มเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม

                l                นับปากเปล่าได้ถึง ๒๐

 ระยะเวลาเรียน

                ใช้เวลาในการจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก ๑ - ๓ ปีการศึกษาโดยประมาณ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุของเด็กที่เริ่มเข้าสถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย

 สาระการเรียนรู้

                สาระการเรียนรู้ใช้เป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมให้กับเด็ก เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งนี้สาระการเรียนรู้ประกอบด้วย องค์ความรู้ ทักษะหรือกระบวนการ และคุณลักษณะหรือค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม ความรู้สำหรับเด็กอายุ ๓-๕ ปีจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็ก บุคคลและสถานที่ที่แวดล้อมเด็ก ธรรมชาติรอบตัว และสิ่งต่างๆ รอบตัวเด็กที่เด็กมีโอกาสใกล้ชิดหรือมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันและเป็นสิ่งที่เด็กสนใจ จะไม่เน้นเนื้อหา การท่องจำ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทักษะหรือกระบวนการจำเป็นต้องบูรณาการทักษะที่สำคัญและจำเป็นสำหรับเด็ก เช่น ทักษะการเคลื่อนไหว ทักษะทางสังคม ทักษะ    การคิด ทักษะการใช้ภาษา คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ขณะเดียวกันควรปลูกฝังให้เด็กเกิดเจตคติที่ดี มีค่านิยมที่พึงประสงค์ เช่น ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น รักการเรียนรู้ รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และมีคุณธรรม จริยธรรมที่เหมาะสมกับวัย เป็นต้น